
ครั้งเมื่อครั้งพุทธกาล พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ วัดพระเชตวัน มหาวิหาร เมืองสาวัตถี ทรงปรารภถึงเรื่องของพระอุทายีเถระ ซึ่งเป็นพระอรหันต์ผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาด แต่ชอบกล่าววาจาที่อาจทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดได้ พระองค์จึงทรงนำเรื่องในอดีตชาติของพระอุทายีมาตรัสเล่าเป็นนิทานชาดกเรื่องนี้
เรื่องมีอยู่ว่า ในอดีตกาล เมื่อครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้บังเกิดเป็นบุตรของพ่อค้าผู้มั่งคั่ง ครอบครัวของท่านมีฐานะดี มีทรัพย์สินเงินทองมากมาย และประกอบอาชีพค้าขายที่เจริญรุ่งเรือง พระโพธิสัตว์เติบโตขึ้นมาพร้อมกับสติปัญญาอันเฉลียวฉลาด และมีความเมตตาต่อผู้อื่น
วันหนึ่ง พ่อของพระโพธิสัตว์ซึ่งเป็นพ่อค้าใหญ่ ได้มอบหมายให้บุตรชายนำสินค้าจำนวนมากออกไปขายยังเมืองอื่น พระโพธิสัตว์รับคำสั่งด้วยความเต็มใจ และเตรียมตัวออกเดินทาง การเดินทางในสมัยนั้นเต็มไปด้วยอันตราย ทั้งจากโจรป่า สัตว์ร้าย และสภาพอากาศที่แปรปรวน แต่พระโพธิสัตว์ก็ไม่หวั่นเกรง
เมื่อเดินทางมาถึงป่าใหญ่ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นแหล่งชุมนุมของเหล่าโจร พระโพธิสัตว์ได้เห็นกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งนั่งอยู่ริมทาง พวกเขาดูซูบผอม อิดโรย และมีท่าทางสิ้นหวัง พระโพธิสัตว์รู้สึกสงสาร จึงจอดเกวียนและเข้าไปถามไถ่
"ท่านทั้งหลาย มีทุกข์สิ่งใดเล่า จึงมีสภาพเป็นเช่นนี้"
ชายคนหนึ่งในกลุ่มนั้นตอบด้วยเสียงแหบแห้ง
"เราเป็นพ่อค้าเช่นเดียวกับท่าน แต่ถูกโจรปล้นเอาทรัพย์สินไปหมดสิ้น ไม่มีแม้แต่ข้าวจะกิน กำลังจะอดตายอยู่ตรงนี้แล้ว"
พระโพธิสัตว์ได้ยินดังนั้น ก็ยิ่งสงสาร จึงรีบไปหยิบเอาอาหารและน้ำจากเกวียนของตน มาแบ่งปันให้แก่ชายกลุ่มนั้นอย่างไม่ลังเล
ขณะที่พระโพธิสัตว์กำลังแบ่งปันอาหารอยู่นั้น เหล่าโจรที่ซ่อนตัวอยู่ในป่า ก็ออกมาจากที่ซ่อน พวกมันเห็นพ่อค้าผู้ใจดีกำลังแบ่งปันอาหารให้แก่กลุ่มคนที่ดูเหมือนเหยื่ออันโอชะ พวกโจรเหล่านั้นมีจำนวนมาก และดูน่าเกรงขาม
หัวหน้าโจรเดินเข้ามาหาพระโพธิสัตว์ด้วยท่าทางคุกคาม
"เจ้าพ่อค้าหนุ่ม เจ้าช่างใจดีเหลือเกิน กล้าหาญนำอาหารมาแบ่งให้แก่คนพวกนี้ แล้วไม่กลัวพวกข้าบ้างหรือไร"
พระโพธิสัตว์แม้จะเห็นจำนวนโจรที่มากมาย แต่ก็ไม่แสดงอาการหวาดกลัว
"ข้าเห็นท่านทั้งหลายมีความทุกข์ยาก จึงนำอาหารมาแบ่งปันให้ หากท่านทั้งหลายก็หิวโหย ข้าก็ยินดีจะแบ่งปันให้เช่นกัน"
คำตอบที่เปี่ยมด้วยเมตตาและไม่หวาดกลัวของพระโพธิสัตว์ ทำเอาหัวหน้าโจรถึงกับประหลาดใจ พวกโจรที่เคยอาละวาดปล้นสะดมมานับครั้งไม่ถ้วน ไม่เคยเจอใครที่ไม่เกรงกลัวและยังคงมีน้ำใจเช่นนี้
หัวหน้าโจรหันไปมองลูกน้องของตน แล้วกล่าวขึ้น
"พวกเจ้าเห็นไหม เด็กหนุ่มผู้นี้ไม่กลัวพวกเราเลย ทั้งยังใจดีแบ่งปันอาหารให้ หากเรายังคงปล้นสะดมต่อไป ก็เท่ากับเราเป็นสัตว์เดรัจฉานที่ไม่มีความดีงาม"
เมื่อหัวหน้าโจรกล่าวเช่นนั้น ลูกน้องบริวารก็พยักหน้าเห็นด้วย พวกเขาตระหนักได้ถึงความผิดของตนเอง
หัวหน้าโจรหันกลับมาทางพระโพธิสัตว์อีกครั้ง
"เจ้าพ่อค้าหนุ่ม เจ้าได้สอนบทเรียนที่ล้ำค่าแก่พวกเราในวันนี้ พวกเราจะเลิกเป็นโจร และจะกลับตัวกลับใจ ขอให้เจ้าจงเดินทางปลอดภัย"
เมื่อกล่าวจบ หัวหน้าโจรก็สั่งให้ลูกน้องของตนเก็บอาวุธ และพาทุกคนเดินหายเข้าไปในป่า ทิ้งไว้เพียงพระโพธิสัตว์และกลุ่มคนที่ได้รับการช่วยเหลือ
กลุ่มคนที่พระโพธิสัตว์ช่วยเหลือ เมื่อทราบว่าพระโพธิสัตว์เป็นผู้มีจิตใจดีงาม ก็รู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่ง
"ท่านผู้เจริญ ท่านได้ช่วยชีวิตพวกเราไว้ หากไม่ได้ท่าน พวกเราคงตายไปแล้ว"
พระโพธิสัตว์กล่าวตอบ
"การช่วยเหลือผู้อื่นเป็นหน้าที่ของมนุษย์ผู้มีจิตใจดีงาม จงอย่าได้ทุกข์ใจไปเลย"
หลังจากนั้น พระโพธิสัตว์ก็เดินทางต่อไปยังเมืองที่ตั้งใจไว้ และสามารถจำหน่ายสินค้าจนหมดสิ้น ได้รับผลกำไรกลับคืนมาเป็นจำนวนมาก เมื่อกลับถึงบ้าน พ่อของพระโพธิสัตว์ก็ปลื้มปิติในความสามารถและความดีงามของบุตรชาย
เรื่องราวของพระโพธิสัตว์ผู้มีจิตใจเมตตาและไม่หวาดกลัวต่ออันตราย ได้เลื่องลือไปในหมู่พ่อค้าและผู้คนทั่วไป ใครก็ตามที่ได้ยินเรื่องราวของท่าน ก็ล้วนแต่ยกย่องสรรเสริญในคุณธรรมอันสูงส่ง
เมื่อพระพุทธองค์ตรัสเล่าจบ พระภิกษุทั้งหลายก็พากันแซ่ซ้องสรรเสริญในบุญบารมีของพระโพธิสัตว์ พระองค์จึงตรัสว่า
"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกาลครั้งนั้น ผู้ที่เข้าไปช่วยเหลือพ่อค้าที่ถูกโจรปล้น คือเราตถาคต และหัวหน้าโจรที่กลับใจนั้น คืออดีตชาติของพระอุทายี"
พระพุทธองค์ทรงตรัสต่อไปว่า แม้พระอุทายีในชาตินั้นจะเป็นหัวหน้าโจร แต่ก็ยังมีความเป็นมนุษย์อยู่บ้าง จึงสามารถกลับใจได้ด้วยการได้เห็นแบบอย่างอันดีงามจากพระโพธิสัตว์
การมีเมตตาจิตและไม่หวาดกลัวต่อภัยอันตราย ย่อมนำมาซึ่งผลดี และสามารถเปลี่ยนแปลงผู้อื่นให้ดีขึ้นได้ แม้แต่ผู้ที่เคยทำความผิดก็สามารถกลับตัวกลับใจได้หากได้รับคำชี้แนะที่ดี
พระโพธิสัตว์ในชาตินี้ได้บำเพ็ญทานบารมี (การให้ปันอาหาร) และอภัยทาน (การให้อภัยแก่โจร) รวมถึงขันติบารมี (ความอดทนต่อความยากลำบากในการเดินทาง) และเมตตาบารมี (ความปรารถนาดีต่อผู้อื่น)
— In-Article Ad —
การมีเมตตาจิตและไม่หวาดกลัวต่อภัยอันตราย ย่อมนำมาซึ่งผลดี และสามารถเปลี่ยนแปลงผู้อื่นให้ดีขึ้นได้ แม้แต่ผู้ที่เคยทำความผิดก็สามารถกลับตัวกลับใจได้หากได้รับคำชี้แนะที่ดี
บารมีที่บำเพ็ญ: พระโพธิสัตว์ในชาตินี้ได้บำเพ็ญทานบารมี (การให้ปันอาหาร) และอภัยทาน (การให้อภัยแก่โจร) รวมถึงขันติบารมี (ความอดทนต่อความยากลำบากในการเดินทาง) และเมตตาบารมี (ความปรารถนาดีต่อผู้อื่น)
— Ad Space (728x90) —
394ฉักกนิบาตสัฏฐิปาลชาดกณ เมืองพาราณสี อันเป็นเมืองหลวงของแคว้นกาสี ในยุคสมัยที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดี และคว...
💡 การสั่งสมความดี คือยาอายุวัฒนะที่แท้จริง ที่จะนำมาซึ่งความสุขและความยืนยาว.
187ทุกนิบาตกุมภชาดก (เรื่องหม้อ) ณ อาณาจักรอันรุ่งเรืองแห่งแคว้นมคธ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์ทรงบังเ...
💡 นิทานเรื่องนี้สอนให้เห็นว่า ความเมตตาและความกล้าหาญสามารถเอาชนะอุปสรรคที่ใหญ่หลวงได้ แม้ผู้กระทำจะมีร่างกายที่เล็กกว่า แต่หากมีจิตใจที่มุ่งมั่นและตั้งใจจริง ย่อมสามารถสร้างสิ่งดีงามให้เกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ ยังสอนให้เราไม่ควรดูถูกผู้อื่น และควรช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากเสมอ
78เอกนิบาตสิงคลชาดก ณ แคว้นมคธอันอุดมสมบูรณ์ มีนครหลวงชื่อว่าราชคฤห์ เป็นที่ประทับของพระเจ้าพิมพิสาร กษัตริย์...
💡 การมีจิตใจที่ใฝ่รู้ และพร้อมที่จะรับฟังคำสั่งสอนอันดีงาม ย่อมนำพาชีวิตไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง
55เอกนิบาตนักปราชญ์ผู้สละทิฐิณ แคว้นมคธอันไพบูลย์ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในสมัยที่อาณาจักรยังคงปกครองโดยกษัตริ...
💡 ความรู้ที่แท้จริงนั้นมาพร้อมกับความอ่อนน้อมถ่อมตน การยึดติดในทิฐิมานะจะปิดกั้นหนทางสู่ความเข้าใจที่ลึกซึ้ง.
14เอกนิบาตอุกกัฏฐิชาดก ในอดีตกาล เมื่อพระโพธิสัตว์ทรงเป็นพราหมณ์หนุ่มผู้มีรูปงาม นามว่า "อุกกัฏฐิ" อาศัยอยู่ใ...
💡 การให้ย่อมมีค่าแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับเจตนา ผู้ให้ที่แท้จริงคือผู้ที่ให้ด้วยใจอันบริสุทธิ์ ปราศจากความเห็นแก่ตัว และหวังแต่ประโยชน์สุขของผู้อื่น
3เอกนิบาตสุวัณณสามชาดกณ ป่าสีวลีอันร่มรื่น ใกล้กับกรุงพาราณสี มีฤาษีตนหนึ่งนามว่า สุวัณณสาม ฤาษีตนนี้ได้บำเพ็...
💡 การบำเพ็ญศีล ความเมตตา และการให้อภัย นำมาซึ่งผลอันประเสริฐ
— Multiplex Ad —